January 17
ดินแดนอามาเนียเป็นดินแดนที่ตั้งอยู่บนทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา โอเอซิสซึ่งเป็นแหล่งนำเพียงแหล่งเดียวที่พบในดินแดนนี้ จึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดังนั้นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงโอเอซิสมาไว้ในครอบครองจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลานับพันๆปีที่ชนเผ่าต่างๆรบพุ่งกันเพื่อแย่งชิงแหล่งนำ จนในที่สุดก็เหลือเพียงชนเผ่าเพียง 2 เผ่าเท่านั้นที่ได้ครอบครองโอเอซิสและแบ่งเขตแดนในอามาเนียออกเป็น 2 ส่วนนั่นคือ อามาเนียแดนตะวันออก และอามาเนียแดนตะวันตก แต่ละเผ่ามีผู้นำที่เข้มแข็งและได้สถาปนาอาณาจักรของตนขึ้น แม้ว่าการแบ่งเขตแหล่งนำดูเหมือนจะสิ้นสุดแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานปี จำนวนประชากรในแต่ละเผ่าก็ทวีขึ้น จนแหล่งนำไม่อาจรองรับความต้องการ สงครามจึงได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง การฆ่าฟันดุเดือดมากขึ้น แต่ละชนเผ่าประดิษฐ์อุปกรณสงครามที่น่ากลัวและมีประสิทธิภาพในการทำลายสูง บ้านเมืองวายวอดด้วยเปลวเพลิง ผืนทรายถูกอาบด้วยโลหิต นกแร้งบินร่อนไปทั่วดินแดน
ภาพความสยดสยองจากสงครามเหล่านี้ถูกเฝ้ามองผ่านหมู่เมฆบนท้องฟ้าโดยเทวีอามาเนีย เทพเจ้าผู้สร้างสรรค์ดินแดนแห่งนี้ พระองค์ทรงมองดูลูกหลานที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นกำลังเข่นฆ่ากันเอง ด้วยความเศร้าโศก ยิ่งเวลาการรบผ่านไปยาวนานมากเท่าใด ผู้คนย่อมมีแต่ล้มตายมากขึ้นเท่านั้น พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จลงมายังดินแดนแห่งนี้ พร้อมกับนำดาบวิเศษเล่มหนึ่งลงมาด้วย ทันทีที่พระองค์ทรงก้าวเหยียบลงบนพื้นพิภพ โอเอซิสทุกแห่งต่างเหือดแห้งลงในพริบตา พระอาทิตย์ส่องแสงร้อนแรงขึ้นเป็นเท่าทวี ผู้คนเกิดความโกลาหลเพราะปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้น สงครามที่ดุเดือดต่างหยุดลงในทันใด บรรดาโหราจารย์ทั้ง 2 เผ่าต่างพร้อมใจกันกล่าวถึงการมาของมหาเทพีแห่งเปลวเพลิง ผู้นำเผ่าทั้ง 2 จึงได้ตกลงหยุดสงครามไว้ เพื่อช่วยกันหาหนทางแก้ไขสถานการณ์ที่เกินจะควบคุมนี้ โหราจารย์ที่อาวุโสที่สุดแห่งแดนตะวันออกและแดนตะวันตก ต่างเสนอให้ผู้นำทั้งสองเผ่าสร้างแท่นบูชาขึ้นเพื่อบูชาเทพีอามาเนีย และทำสัญญาสงบศึกต่อพระพักตร์ของพระองค์ ผู้นำทั้งสองเผ่าไม่มีทางเลือกอื่นจึงสั่งการไพร่พลทั้งหมด ให้สร้างแท่นบูชาขึ้น ณ ดินแดนกึ่งกลางของ 2 อาณาจักร และด้วยกำลังไพร่พลเรือนแสนของทั้ง 2 เผ่าทำให้ใช้เวลาในการสร้างทั้งวันและคืนเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แท่นบูชาที่สร้างสำเร็จแล้ว ทำมาจากหินทรายที่พบได้ทั่วไปในดินแดนอามาเนีย นำมาตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศ์กขนาดกว้าง 1 เมตรและนำมาเรียงต่อกันเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 50 เมตร ยาว 100 เมตร มีความสูง 50 เมตร โดยเรียงเป็นขั้นบันได จำนวน 10 ขั้น ชั้นบนสุดเป็นแท่นบูชาที่สลักเป็นตราสัญลักษณ์ของทั้ง 2 อาณาจักรและบระดับด้วยทองคำ เมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์แท่นบูชาจะเปล่งแสงเจิดจ้าไม่ต่างจากดวงตะวันบนฟากฟ้าแม้แต่น้อย
หลังจากที่สร้างแท่นบูชาเรียบร้อยแล้ว โหราจารย์อาวุโสทั้ง 2 จึงเริ่มต้นการทำพิธีบูชาโดยนำผลไม้รสหวานหลากหลายชนิด รวมทั้งไม้หอมและเครื่องหอมต่างๆ มาบรรจุในอ่างเหล็กที่มีขาตั้งเล็กๆ สามขาจนเต็ม จากนั้นโหราจารย์ชราทั้งสองจึงนำดาบประจำตัวของตัวเองขึ้นมาถือไว้ตรงหน้า ชี้ปลายดาบขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ แล้วสวดมนต์บูชาเทพเจ้าพร้อมทั้งอัญเชิญให้พระองค์เสด็จมา เวลาของพิธีการผ่านไปเนิ่นนาน บรรดาผู้คนทั้งหลายที่รายรอบแท่นต่างเริ่มสิ้นหวังและถอดใจเพราะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เทพเจ้าก็ไม่เสด็จมาเสียที เหลือเพียงแต่ชายชราทั้งสองที่สวดมนต์อยู่บนแท่นโดยไม่ยอมแพ้ต่อความกระหายนำและความสับสน ผู้นำทั้งสองอาณาจักรมองดูผู้คนของตนสิ้นหวังไปทีละคนๆ จนทั้งสองได้ตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นั่งและกล่าวขึ้นว่า ข้าแต่มหาเทพี ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ที่ทำให้เกิดสงครามและความอดอยาก ข้าพระองค์ขอรับโทษทัณฑ์แทนประชาชนของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ทั้งสองจะรวมอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียว ไม่ให้เกิดการสงครามเช่นในอดีตอีกต่อไป หากผิดไปจากคำพูดนี้ ขอให้วิญญาณของเรามอดไหม้ด้วยพระบาทของพระองค์เถิด เมื่อผู้นำทั้งสองพูดจบท้องฟ้าก็กลายเป็นสีเพลิงในฉับพลัน ลมพัดกระหนำเป็นวงกลมรอบผู้คนทั้งหมด เหมือนกับกำแพงขนาดมหึมา เมฆสีเพลิงหมุนวนเหนือแท่นบูชา แล้วก็มีเสียงสตรีเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นรอบทิศว่า เราจะจดจำคำสัตย์ของเจ้า